สินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกทุกรายการต้องถูกจัดประเภทภายใต้ พิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นตัวกำหนดอัตราอากร ข้อกำหนดเรื่องใบอนุญาตพิเศษ และภาษีที่ต้องชำระเมื่อนำเข้า ผู้นำเข้าจำนวนมากมองว่าการจัดพิกัดเป็นเพียงงานเอกสารทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการวินิจฉัยทางกฎหมายที่กรมศุลกากรสามารถโต้แย้งได้แม้หลายปีหลังสินค้าผ่านพิธีการไปแล้ว
ข้อพิพาทมักเกิดขึ้นจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้:
หากกรมศุลกากรจัดพิกัดใหม่ อัตราอากรที่สูงขึ้นอาจถูกนำมาใช้ย้อนหลังกับทุกใบขนสินค้าภายในระยะเวลาที่ยังประเมินได้ ไม่ใช่เฉพาะการนำเข้าในอนาคตเท่านั้น
นอกจากอากรที่เพิ่มขึ้นแล้ว ผู้นำเข้ามักต้องเผชิญกับเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) และเบี้ยปรับ ซึ่งอาจทำให้ยอดรวมที่ต้องชำระเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้าคำนวณจากราคาศุลกากรบวกอากร การจัดพิกัดใหม่ที่ทำให้อากรสูงขึ้น ย่อมทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระตอนนำเข้าสูงขึ้นตามไปด้วย
หากกรมศุลกากรเห็นว่าการจัดพิกัดผิดพลาดเป็นการกระทำโดยเจตนามากกว่าความผิดพลาดโดยสุจริต เรื่องอาจถูกยกระดับจากการประเมินทางแพ่งไปสู่ข้อกล่าวหาลักลอบหนีศุลกากรหรือหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งมีความร้ายแรงกว่ามาก
การจัดพิกัดอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (GRI) หมายเหตุอธิบายพิกัด (Explanatory Notes) และพิกัดอัตราศุลกากรของประเทศไทยเอง การต่อสู้คดีโดยทั่วไปต้องอาศัยการพิสูจน์ผ่านคุณลักษณะทางเทคนิค องค์ประกอบ และหน้าที่การใช้งานของสินค้า ว่าพิกัดเดิมที่ใช้นั้นสมเหตุสมผล และดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมศุลกากรหากยังยืนตามการประเมิน หากยังไม่ได้ข้อยุติ เรื่องสามารถนำขึ้นสู่ศาลภาษีอากรกลางได้
เราให้คำปรึกษาแก่ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกด้านการจัดพิกัดอัตราศุลกากร ราคาศุลกากร และการยื่นอุทธรณ์ต่อกรมศุลกากร
contact@phatsakornlaw.com 084-599-2692— ทนายพัสกร, สำนักงานกฎหมาย พัสกร และเพื่อน